เสริมดวง ใส่ดอกไม้อะไรในกระทง

08/11/2022 By Chic 0
เสริมดวง ใส่ดอกไม้อะไรในกระทง

ใครเป็นสายมู ยกมือขึ้น พรุ่งนี้วันลอยกระทง เป็นประเพณีสำคัญของชาวไทย ทราบมั้ยคะ ดอกไม้ช่วยเสริมดวงได้ ดอกไม้ชนิดไหนช่วยเสริมดวงด้านไหนให้เราปังๆ ต้องไปดูโพสต์นี้นะคะ

หน้าตาของกระทงแบบไหน

วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน จะเป็นกระทงหยวกกล้วย ประดับใบตองปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง ประดับดอกไม้นานาพันธุ์

ปัจจุบันก็กลายๆ มาเป็นกระทงขนมปัง ขนมสีสันต่างๆ เพื่อเป็นอาหารปลา เพิ่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีไทย ร่วมใช้วัสดุจากธรรมชาติแล้วนำไปลอยในสายน้ำ เพื่อลอยเคราะห์ลอยโศกไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชา และขอขมาพระแม่คงคาด้วย

เสริมดวง ใส่ดอกไม้อะไรในกระทง
เสริมดวง ใส่ดอกไม้อะไรในกระทง

วันนี้เราขอเอาใจสายมู มาเสริมดวง ใส่ดอกไม้อะไรในกระทง

กุหลาบ
ใส่ดอกกุหลาบ จะเป็นทั้งดอก หรือเป็นกลีบโรยไป สวยหวานในกระทง
ความรักก็จะเบ่งบาน หอมหวาน หวานชื่นนะคะ
กล่วยไม้
ใส่ดอกกล้วยไม้ แกะเป็นดอกๆ โรยไป สีสวยสดใสในกระทง
เชื่อว่า ช่วยให้ทุกสิ่งทุกอย่างทีเราอธิษฐานราบรื่นไปได้ด้วยดีนะคะ
ใส่ดอกบานไม่รู้โรย สีสวยสดใสในกระทง
แน่นอน ความรักของเราจะมั่นคง ไม่รู้โรยรากันเลยนะคะ
บัว
ใส่ดอกบัว กลีบบัวโรยไป สีสวยหวานในกระทง
เชื่อว่า ช่วยขจัดอุปสรรค ปัดเป่าเคราะห์ไปค่ะ

ดาวเรือง
ใส่ดอกดาวเรืองโรยไป สีสวยสดใสในกระทง
เชื่อว่า เสริมดวง ช่วยให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ากันเลยนะคะ
จำปี
ใส่ดอกจำปีโรยไป สีสวยนวล หอมๆ ในกระทง
เชื่อว่า เสริมดวง ค้าขายเฮงๆ ปังๆ กันเลยนะคะ

แล้วเราจะเลือกใส่ดอกไม่อะไรในกระทงดี ก็ว่าจะหาทุกดอกใส่ลงไปแหละ ให้ครบ เราต้องการเสริมดวงทุกด้านเลย

อิอิ ก็เราสายมูตัวแม่นะคะ


เล่าประวัติประเพณีลอยกระทง

ประเพณีจัดขึ้นเพิื่อเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา จะอยู่ประมาณราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำต่าง ๆ

ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย

ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า

นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศที่ว่า

“ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…”

เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน” พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคน และเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า “เรือลอยประทีป” ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

และจะเห็นพิธีลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ จวบจนปัจจุบันค่ะ