วิธีเลือกซื้อคาร์ซีท (Car Seat)

10/05/2022 By Chic 0

ทำไมต้องมีคาร์ซีท (Car Seat) เด็กๆ จะนั่งในคาร์ซีทอย่างปลอดภัย ทำให้เราไม่ต้องคอยอุ้มลูกอยู่ตลอดเวลา และเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องไปไหนกับลูกตามลำพัง เป็นคนขับมือเดียว เรายังโฟกัสการขับรถบนท้องถนนได้อย่างปลอดภัย แม้คุณพ่อ และคุณแม่หลายคน อาจเชื่อว่า ลูกน้อยจะต้องปลอดภัย เมื่ออุ้มลูกให้นั่งตักอยู่ในอ้อมแขน และคาร์ซีทนั้น อาจทำให้ลูกต้องนั่งแยกไปคนเดียว นั่งอยู๋ไกลจากเรา หรือดูแลลูกได้ยากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การอุ้มลูกให้นั่งตักอยู่ในอ้อมแขนขอผู้ใหญ่นั้น ไม่แข็งแรงพอที่จะปกป้องลูกของเราในยามฉุกเฉิน เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เกิดเหตุการณ์เบรคกระทันหัน เด็กอาจได้รับบาดเจ็บกระแทก พุ่งออกไปนอกตัวรถ หรืออาจจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ หากเด็กไม่ได้อยู่ในระบบยึดเหนี่ยวที่เป็นเครื่องป้องกันภายในรถอย่างเหมาะสม

คาร์ซีท (Car Seat) คืออะไร

คาร์ซีท (Car Seat) คือ ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย เป็นอุปกรณ์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในขณะที่เดินทาง จะเป็นที่นั่งที่พอดีกับสรีระของเด็กในช่วงวัยต่างๆ มีเข็มขัดนิรภัยในตัว หากเกิดอุบัติเหตุ อวัยวะสำคัญๆ จะถูกเซฟตี้ไว้ด้วยเข็มขัดล็อก 4 หรือ 8 จุด จะช่วยรองรับสรีระของเด็ก โดยเฉพาะช่วงศีรษะ คอ และหลัง ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนจากแรงกระแทก โอกาสที่เด็กจะพุ่งตามไปแรงกระแทกของรถก็จะมีน้อย ถ้าเทียบกับการนั่งบนเบาะรถปกติที่ไม่สอดรับกับสรีระของเด็ก ช่วยลดโอกาสบาดเจ็บรุนแรง หรือลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ หากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ และยังเป็นการเสริมสร้างวินัยให้กับเด็กติดตัวไปจนโต เด็กจะเรียนรู้ว่า เมื่อทุกครั้งที่ขึ้นรถ ต้องไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัย เพื่อความปลอดภัยของทุกๆ คนในการเดินทาง


และเรื่องราวกฏหมาย คาร์ซีท (Car Seat) กำลังอยู่ในกระแสพูดคุยกัน

“มาตรา 123 ภายใต้บังคับมาตรา 123/1 ในขณะขับรถยนต์ ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ต้องปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข มีสาระสำคัญบางตอนดังนี้
(ข) คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
(ค) คนโดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วย เข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565” มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ทั้งนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท


และนี่เอง ทำให้เราต้อง รู้จักกับประเภทคาร์ซีท (Car Seat) กันมากขึ้น
คาร์ซีท (Car Seat) นับเป็นอุปกรณ์เสริมที่ไม่ได้มีติดมากับรถยนต์ ซึ่งราคาของคาร์ซีทนั้น มีตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับวัสดุ อุปกรณ์ โครงสร้าง และแบรนด์ พอจะแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่

  1. Rear – Facing Seat คาร์ซีทแบบนั่งหันหน้าเข้าเบาะ หรือหันไปทางด้านหลังรถ สำหรับเด็กวัยแรกเกิด กระดูกมีความยืดหยุ่นสูง ความแข็งแรงไม่เท่ากับกระดูกของผู้ใหญ่ ควรให้ลูกนั่ง Car Seat แบบหันหน้าไปทางเบาะหลังมากที่สุด
  2. Forward – Facing Seat คาร์ซีทแบบหันหน้าไปทางเดียวกับเบาะหน้า หรือหันไปทางข้างหน้ารถ เมื่อน้ำหนัก และส่วนสูงของลูก เกินกว่าที่แบบแรกจะรับไหว
  3. Combination Seat คาร์ซีทแบบผสม หันได้ทั้งด้านหน้า และด้านหลังรถ
  4. Booster Seat คาร์ซีทแบบเบาะนั่งเสริมความสูง มี 2 แบบ
  • Highback-Booster แบบมีพนักพิงด้านหลัง ช่วยให้เด็กรู้สึกสบายเวลานั่ง
  • Backless-Booster แบบไม่มีพนักพิงด้านหลัง

แนะนำคาร์ซีท (Car Seat) สำหรับเด็กในแต่ละวัย

คาร์ซีท (Car Seat) สำหรับเด็กแรกเกิด

ตอบโจทย์สรีระเด็กแรกเกิด เนื่องจากกระดูกมีความยืดหยุ่นสูง ความแข็งแรงยังน้อยอยู่ สามารถป้องกันศีรษะ ลำคอ และกระดูกสันหลัง ได้เป็นอย่างดี แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. Infant Carrier Seats

  • สำหรับเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 เดือน รับน้ำหนักได้ประมาณ 10 กิโลกรัม อายุไม่เกิน 1 ปี
  • โครงสร้างเล็ก ลักษณะคล้ายเปล กระเช้า บอบบาง น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย ในขณะที่ลูกน้อยหลับสบาย ไม่ต้องถูกปลุก
  • ปรับใช้งานได้ง่าย สามารถติดเข้ากับรถเข็นเด็ก นำมาติดตั้งในรถ จะถูกติดเข้ากับฐานคาร์ซีท
  • โดยวางหันเข้าหาเบาะรถยนต์ หันไปทางด้านหลัง หรือ rear facing เท่านั้น

2. Convertible car seats (หันได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถ)

  • สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงน้ำหนักประมาณ 18 กิโลกรัม สำหรับเด็ก 2 ปี – 7 ปี บางรุ่นใช้ได้ถึงอายุ 12 ปี
  • โครงสร้างใหญ่ ตัวเบาะกว้าง มีวัสดุกันกระแทกได้มากกว่า แข็งแรง ปลอดภัยสูง น้ำหนักมาก ต้องการพื้นที
  • มีฟังก์ชั่นหลากหลาย ขาค้ำยัน ที่พักเท้า มักยึดติดกับฐาน และไม่สามารถยกเป็นเปลออกไปได้
  • สามารถวางได้ทั้ง 2 ทาง ไม่ว่าจะเป็นการหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rear-Facing) และหันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing)

ยังแบ่งได้ 3 ประเภท
2.1. คาร์ซีทแบบที่หมุนได้ ติดตั้งครั้งเดียว การสามารถปรับใช้งานได้ทั้งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rear-Facing) และหันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing) สามารถปรับหันหน้าลูกมาเล่น มาพูดคุย เพิ่มความใกล้ชิด สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น
2.2. คาร์ซีทแบบที่หมุนไม่ได้ การนั่งหันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing) มีเบาะกว้าง โครงสร้างใหญ่กว่าแบบอื่นๆ รองรับสรีระตามวัยของเด็กที่เติบโตตามวัย
2.3. คาร์ซีทแบบที่หมุนได้ และนอนราบได้ มีความพิเศษกว่าแบบอื่นๆ เพราะนอกจากปรับหมุนได้ 360 องศาแล้ว ยังสามารถปรับนอนราบได้ บางรุ่นนอนได้ถึง 170 องศา ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีด้านต่างๆ ตามวัย


คาร์ซีท (Car Seat) สำหรับเด็กโต

ตอบโจทย์สรีระของเด็กโต เมื่อเริ่มโตขึ้น กระดูกคอ และหลังจะเริ่มแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น สามารถนั่ง Car Seat แบบหันหน้าไปด้านหน้ารถ

1. Forward facing หรือ Combination seat

  • สำหรับเด็กอายุตั้งแต่อายุ 4 ปี ไปจนถึง 12 ปี หรือบางรุ่นพิเศษ ใช้ได้ตั้งแต่ 9 เดือน ขึ้นไป
  • โครงสร้างเบาะกว้าง พนักพิงใหญ่และสูง เพื่อทำให้เด็กนั่งได้สบายที่สุด เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเด็กตามวัย
  • วัส
  • ดุรองรับแรงกระแทกภายในมีความแข็งแรงสูง ทำให้คาร์ซีทมีความปลอดภัยสูง

2. Booster seat

  • สำหรับเด็กอายุตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไป
  • โครงสร้างไม่มีพนักพิงหลัง ไม่มีฟังก์ชั่นมากเท่าคาร์ซีทอื่นๆ
  • น้ำหนักเบา พกพาสะดวก พกเดินทางไปต่างประเทศ
  • วัสดุรองรับการกระแทกบอบบางกว่า เหมาะสำหรับเดินทางใกล้ๆ

จะเห็นว่าคาร์ซีทแต่ละประเภทนั้น เหมาะกับเด็กช่วงอายุ สรีระ และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ต่างกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจเลือกคาร์ซีท เพื่อความปลอดภัยของลูก

วิธีเลือกซื้อคาร์ซีท (Car Seat)
1.โครงสร้าง ฟังก์ชั่นการใช้งาน ควรจะให้ความสำคัญกับจุดล็อก หรือเข็มขัดนิรภัย ที่สามารถยึดไหล่ 2 ข้าง สะโพก 2 ข้าง และจุดรวมอยู่ที่ระหว่างขาได้อย่างแน่นหนา อีกทั้งต้องเลือกให้เหมาะกับอายุ น้ำหนัก และสรีระของลูกด้วย

2. ผลิตจากวัสดุที่รองรับ มีวัสดุกันกระแทก ขนาด ความกว้างเบาะ ป้องกันการกระแทกของเด็กได้ การป้องกันด้านข้างก็เป็นเรื่องที่จำเป็น

3. เลือกให้เหมาะสมกับช่วงวัย คาร์ซีท ถูกออกแบบให้เหมาะกับช่วงอายุของเด็ก ตั้งแต่ แรกเกิด จนถึง อายุ 12 ปี และต้องคำนึงถึงรูปร่างของเด็กที่แตกต่างกันด้วย

4. คำนึงถึงการติดตั้ง ควรให้เหมาะกับรถที่เราใช้งานด้วย สามารถติดตั้งได้ทั้งแบบยึดติดกับ Seat belt หรือติดกับ ISOFIX ( ระบบการติดตั้ง Car Seat มาตรฐานสากลของ International Organisation for Standardisation ) ที่มีในรถ มีความปลอดภัยสูง ช่วยป้องกันการไหลลื่น และการกระแทกได้

5. สิทธิบัตรรับรองความปลอดภัย คาร์ซีทที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรอง หรือได้รับการทดสอบในเรื่องของความปลอดภัย ECE R44/04 แสดงว่าผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยของยุโรปแล้ว และเริ่มมีการนำมาตรฐานใหม่ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้นมาใช้ คือ I-SIZE

6. ศึกษาคาร์ซีทแบรนด์ต่างๆ ซึ่งล้วนมีคุณภาพ มีความปลอดภัย ตอบโจทย์ ราคาที่จับต้องได้แต่แตกต่างกัน รวมไปถึงการรับประกันหลังการขาย การซ่อมบำรุง เช่น 3 ปี 5 ปี แบรนด์เหล่านั้น ได้แก่ Combi, Daiichi, Maxi – Cosi, Fico เป็นต้น

7. งบประมาณ การเลือกซื้อมือหนึ่ง หรือหากทุนทรัพย์น้อย การหาซื้อคาร์ซีทมือสองราคาไม่แพง ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง


อย่างที่เกริ่นไว้ เรื่องราวที่กำลังเป็นกระแส กฎหมายการบังคับใช้คาร์ซีท จะมีผล 5 ก.ย.65 ระหว่างนี้ยังไม่จับไม่ปรับ ก็ยังพอมีเวลาให้คุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครองได้ศึกษาประเภท และตัดสินในเลือกชื่อคาร์ซีทให้เหมาะสมกับลูกน้อยของคุณนะคะ